ไวรัล
ความยาว 0:39
คำทักทาย 'สวัสดี' ที่คนไทยคุ้นเคยและใช้กันอย่างแพร่หลายในชีวิตประจำวันนั้น แม้จะกลายเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมไทยไปแล้ว แต่ความจริงแล้ว คำนี้เพิ่งได้รับการยอมรับและใช้เป็นคำทักทายอย่างเป็นทางการของประเทศไทยเมื่อไม่ถึง 100 ปีที่ผ่านมานี้เอง ก่อนที่จะมีคำว่า 'สวัสดี' เป็นคำทักทายกลาง การปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้คนในสังคมไทยมักเน้นไปที่การแสดงความห่วงใยผ่านกิริยาและการสนทนาที่หลากหลาย เช่น การไหว้ หรือการใช้คำถามที่แสดงถึงความใส่ใจ เช่น ไปไหนมา กินข้าวกินปลาหรือยัง หรือ สบายดีหรือ ซึ่งเป็นการถามสารทุกข์สุกดิบพร้อมกันไปกับการแสดงความเอื้ออาทรต่อกัน
รากศัพท์ของคำว่า 'สวัสดี' มาจากภาษาสันสกฤตคือ 'สฺวสฺติ (Svasti)' ซึ่งมีความหมายลึกซึ้งเกี่ยวเนื่องกับความเป็นมงคล ความดี ความสุข ความปลอดภัย และความเจริญ โดยคำว่า 'สุ' แปลว่า ดี งาม และ 'อสฺติ' หมายถึง การมีอยู่ เมื่อรวมกันจึงสื่อถึง 'ความดีมีอยู่' หรือ 'ขอให้พบแต่สิ่งที่ดี' คำนี้ได้เข้ามาสู่ภาษาไทยผ่านอิทธิพลของภาษาบาลีและสันสกฤต
บุคคลสำคัญผู้ริเริ่มนำคำว่า 'สวัสดี' มาปรับใช้เป็นคำทักทายในสังคมไทยคือ พระยาอุปกิตศิลปสาร (นิ่ม กาญจนาชีวะ) ปราชญ์ด้านภาษาไทยในสมัยนั้น ท่านเล็งเห็นว่าประเทศไทยควรมีคำทักทายที่เป็นมาตรฐานเช่นเดียวกับนานาประเทศ จึงเสนอให้นำคำว่า 'สวัสดี' มาใช้ โดยเริ่มจากการใช้ในกลุ่มนิสิตและอาจารย์คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ราวปี พ.ศ. 2477-2478
อย่างไรก็ตาม การผลักดันให้คำว่า 'สวัสดี' กลายเป็นคำทักทายที่ใช้กันทั่วประเทศอย่างแท้จริง เกิดขึ้นในสมัยของ จอมพล ป. พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น โดยเมื่อวันที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2486 รัฐบาลได้ประกาศส่งเสริมให้ประชาชนใช้คำว่า 'สวัสดี' เป็นคำทักทายอย่างเป็นทางการ เพื่อเป็นการสร้างระเบียบแบบแผนทางสังคม และทำให้ประเทศไทยมีวัฒนธรรมการทักทายที่เป็นสากลและเป็นเอกลักษณ์
แหล่งที่มา: facebook.com · Sanook
ไวรัล